คนพิการต้องการอะไร

posted on 16 Sep 2009 07:52 by enamtan-diary  in Thinking

แยกมาจาก http://enamtan.exteen.com/20090917/entry

 

ก่อนอื่นยอม รับว่าเอนทรีแล้วๆเขียนด้วยจิตไม่โปร่งใส ใช้ความโกรธเป็นตัวนำ เลยไม่ได้มองอะไรรอบด้าน ไปต่อว่าคนอยากทำบุญเสียอย่างนั้น พอมานั่งนึกๆใหม่แล้วก็ไม่สมควรพูด น้อมรับความผิดพลาดว่าสีฯไม่ควรไปวิจารณ์เรื่องแรงจูงใจในการอยากทำบุญค่ะ

 

จริงๆแล้ว สีฯก็มองว่าการส่งต่อเมลล์นั้นก็เป็นเรื่องดีีที่ช่วย กระจายข่าวค่ะ เพียงแค่ถ้าลบคำว่า "ได้บุญนะ" ออก เชื่อว่าผู้รับจะมีความรู้สึกที่ดีกว่านี้ค่ะ (นี่ก็ถือเป็นสวัสดิการที่เขาควรได้รับอย่างหนึ่ง ไม่ใช่การทำบุญเสียทีเดียวน่ะค่ะ)

 

แล้วก็ขอต่อประเด็นจากเอนทรีที่แล้วมาเขียนเป็นกึ่งๆบทความอันแสนยาว ในด้านล่างนี้เลยค่ะ (ผู้ที่เขียนกล่าวถึงนี้สีฯสัมภาษณ์มาและก็ยินยอมให้ อ้างถึงแล้วนะคะ - - เนื่องจากช่วงนี้สีฯมีโอกาสได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับผู้พิการพอดี)

 

 

สงสาร สงเคราะห์ หรือว่าสิทธิ...? 

 

 

ผู้พิการหลายคนที่โตมา(หรือเป็นภายหลัง)โดยคนรอบข้างกล่าวซ้ำไปมาว่า "ความพิการเป็นเวรเป็นกรรม" "ไปทำกรรมที่ไหนมาถึงเกิดมาพิกลพิการ" บางคนก็ปิดตัวเองไม่ยอมคบหากับใคร บางคนก็นึกโทษตัวเองว่าต้องมาเป็นภาระ 

คุณผักกาด  โพธิ์ศรี ผู้พิการครึ่งล่างที่ขยับได้แค่ช่วงข้อมือถึง ศอกตั้งแต่อายุ 2 ขวบ เพราะแพทย์ฉีดยาผิด เคยกล่าวว่า ทุกครั้งทีมีคนบอกว่า"มันเป็นเวรเป็นกรรม" ด้วยอายุเพียงเท่านั้นซึ่งยังไม่เข้าใจเรื่องกรรมเวร ก็ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่า ทำไมต้องเป็นเรา เราทำผิดอะไร เราต้องคอยให้คนอื่นมาดูแลสงเคราะห์อย่างเดียวเท่านั้นหรือ และก็ไม่เคยมีใครให้คำตอบกับเธอได้

ไม่เพียงเท่านั้น พ่อแม่บางคนที่ลูกเกิดมาพิการแต่กำเนิดก็ทำใจยอมรับได้ยากไม่แพ้กัน ในบทความเมื่อนานมาแล้วของหนังสือพิมพ์เล่มหนึ่งเึคยเขียนไว้ว่า นักการเมืองท่านหนึ่ง เคยกล่าวออกโทรทัศน์เพื่อเหน็บแนมฝ่ายตรงข้ามว่า "ไว้ผมฟ้องศาลได้สิบล้าน จะเอาไปบริจาคมูลนิธิเด็กปัญญาอ่อน"  

 

 

ทัศนคติของไทยที่มีต่อการทำบุญ ความมีน้ำใจและการช่วยเหลือคนอื่นนั้นเป็นเรื่องดีงาม แต่ในมุมมองนั้น ความนึกสงสาร สงเคราะห์ การผูกติดความช่วยเหลือคนพิการกับการทำบุญนั้นอาจส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตในระยะยาวก็เป็นได้

 

สิ่งที่เราควรระลึกไว้เสมอก็คือ การดูว่า อะไรคือการสงเคราะห์ อะไรคือสิทธิที่ผู้พิการพึงจะไ้ดรับ 

 

คุณปอม สมาชิกเอกซทีนคนหนึ่งที่เป็นผู้พิการทางสายตาได้ให้ความเห็นไว้เช่นนี้ค่ะ

 

"...เป็น คนพิการที่ตกเป็นเป้าหมายของการทำบุญเหมือนกันค่ะ ไม่ได้ต่อต้านนะคะ แต่แค่คิดว่ามุมมองของสังคมแบบนี้เป็นตัวกีดขวางการพัฒนาด้านคนพิการเท่า นั้นเอง 

ทัศนคติ เหล่านี้มันฝังรากลึกอยู่ในสังคมเรามานาน ความจริงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตากรุณา และคุณธรรมจริยธรรมอื่นๆ ของคนไทยเรานั้นนับได้ว่าเป็นจุดเด่น แต่การที่จะนำสิ่งเหล่านี้ออกมาใช้ คงต้องพิจารณาให้เหมาะควรแก่เหตุและผลเหมือนกัน"  

 

+++++++++++++++++++ 

 

 

นอกจากนั้น ประเด็นเรื่องความสงสาร การสงเคราะห์ 

 

สีฯเห็นด้วยความสงสารไม่ใช่การดูถูก แต่ก็มีความเห็นหนึ่งว่า เราไม่ควรนำความคิดการช่วยเหลือผู้พิการมาผูกติดกับการสงเคราะห์ เพราะขึ้นชื่อว่าสงเคราะห์ก็ย่อมไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่จำเป็นต้องทำ การแ้ก้ปัญหาของผู้พิการจึงมักตกเป็นเรื่องรองจากปัญหาเรื่องอื่นๆ มุมมองเช่นนี้จะทำให้เรามองข้ามบางอย่างซึ่งเป็น "สิทธิ" ของเขาได้ 

 

"ผมเสียภาษีเหมือนคนอื่น เสียเท่ากับคนอื่น ถึงจะพิการเราก็ไม่ได้ลดหย่อนหรอกนะครับ เราทั้งเสียภาษีเวลาทำงานหรือมูลค่าเพิ่มเวลาเราซื้อของ และถึงแม้ผู้พิการหลายคนจะพิการจนทำงานไม่ได้ก็เถอะครับ แต่หลายคนก็เคยทำงานได้มาก่อน ผมอยากถามว่า แล้วเราจะขอใช้เงินภาษีของเราที่จ่ายในสมัยที่เรายังทำประโยชน์ให้กับสังคม ได้มากกว่าตอนที่เป็นอยู่นี้ไม่ได้เชียวหรือ" คุณกิติชัย ผู้พิการรุนแรงที่ประสบอุบัติเหตุจนขยับได้แค่ศรีษะ แสดงความเห็นถึงบางเรื่องที่ผู้พิการควรจะได้รับ แต่ถูกหลายคนปฏิเสธและมองว่าเรียกร้องให้สังคมต้องคอยสงเคราะห์

 

นอกจากนั้น ถ้าพูดถึงการสงเคราะห์ หลายคนอาจนึกโยงไปถึงมูลนิธิ การ ให้ลดความรู้สึกว่าเป็นการสงเคราะห์นั้นไม่ได้ต่อต้านการทำงานแบบมูลนิธิแต่ อย่างใด เพราะผู้ที่ยากลำบากต้องการความช่วยเหลือมีอยู่จริง แต่การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการโดยยึดหลักสงเคราะห์นั้น เราก็สามารถแก้ปัญหาไ้ด้ถึงจุดหนึ่งเท่านั้น

 

"เราคงเคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่า เวลาจะช่วยเหลือคน อย่าให้แต่ปลาเขา ควรให้เบ็ด พี่ขอเสริมว่านอกจากให้เบ็ดแล้วเรายังต้องสอนเขาตกปลาด้วย" คุณเสาวลักษณ์ ทองก๊วย หัวหน้าสำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาค-เอเชีย แปซิฟิก ให้ความเห็นเรื่องการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ

 

"คำว่าสอนเขาตกปลา หมายถึงนอกจากจะสอนเขาว่าจะทำมาหากินอย่างไร เราควรให้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเขา สังคมของเขาด้วย เพราะไม่เพียงแต่คนไม่พิการเท่านั้นหรอก คนพิการหลายคนก็มองการทำงานเพื่อคนพิการในแบบของการสงเคราะห์อย่างเดียว แล้วผลที่ออกมามันก็กลายเป็นว่า หลายคนก็จะรอ รอแต่ความช่วยเหลือ อย่างนี้ก็ไม่ได้ มันขัดแย้งกับหัวใจของการทำงานที่เราต้องการให้เขาช่วยเหลือตัวเอง" คุณเสาวลักษณ์กล่าวเสริม 

 

นอกจากส่งเสริมให้ความรู้แล้ว เราควรพิจารณาด้วยว่า ส่งเสริมไปแ้ล้วได้ผลไหม มีปัญหาอย่างไร เกิดจากอะไร แล้วก็ต้องแก้อย่างไร

 

ปัญหาที่เห็นได้ตอนนี้ก็คือ มูลนิธิหลายแห่งช่วยพัฒนาฝึกอาชีพให้คนพิการจนทำงานได้แต่ผู้ที่ยอมรับเขาทำ งานยังมีน้อย เรื่องนี้คงต้องใช้เวลาในการปรับตัวทั้งคนพิการเอง และองค์กรต่างๆเอง การไปฝืนบังคับให้รับโดยที่มีฝ่า่ยใดฝ่ายหนึ่งไม่เต็มใจย่อมเป็นผลเสียใน ระยะยาว

แต่บางเรื่องก็ไม่ได้มีสาเหตุมาจากผู้พิการ หรือผู้จ้าง มาจากถนนหนทางดีๆนี่เอง

ฟังดูไม่น่าจะต้องเป็นปัญหา แต่ก็เกิดขึ้นแ้ล้ว เพราะมีผู้พิการอีกมากมายเหลือเกินออกจากศูนย์กลับไปบ้านออกไปทำงานไม่ได้ หรือว่าออกอย่างยากลำบาก ต้องจ่ายค่าแทกซี่ กลายเป็นว่าเขาต้องเสียต้นทุนสูงกว่าคนอื่นในเรื่องที่ไม่ควรจะเสีย และอย่างที่กล่าวไป เขาต้องเสียภาษีเท่าเทียมกับคนอื่นๆ

 

ในเมื่อเขาก็เสียภาษี และมีสิ่งที่ต้องการนั่นคือระบบขนส่งสาธารณะที่ดีขึ้น แต่กลายเป็นว่านโยบายในเชิงสงเคราะห์ตอนนี้เราบอกว่ายังไม่พร้อมจะทำ ฟังๆแล้วเหมือนคนพิการเรื่องมาก แต่ยังไงก็ไม่ควรลืม เรื่องของการเดินทางคือสิทธิไม่ใช่การสงเคราะห์ และถ้าหลายอย่างยังต้องใช้งบประมาณที่สูงเหลือเกิน เรายังมีสิ่งเล็กๆน้อยๆรอบตัวที่ปรับปรุงได้โดยไม่ยากเลย

 

อย่างเช่น การเพิ่มทางลาดบนฟุตบาท หรือถ้ายังไม่อยากลงงบประมาณ ก็ช่วยกันอย่าไปตั้งสรรพสิ่งรบกวนการเดินทางคนตาบอดหรือผู้พิการที่เคลื่อน ไหวลำบาก เมื่อก่อนเรามีรถเมล์ที่สามารถเสียงบอกว่านี่คือสายอะไรสำหรับคนตาบอด ถ้าติดครบทุกสายมันใช้เงินสูงไป ให้กระเป๋าเป็นคนบอกก็ได้ หรืออย่างน้อยที่สุด...จอดให้ตรงป้าย ชิดฟุตบาท อย่าให้คนตาบอดเขาต้องวิ่งขึ้นเลย (รวมทั้งคนอย่างเราๆด้วย)

 

และอย่าง BTS หรือ BRT ที่สร้างแล้วไม่มีลิฟท์สำหรับผู้พิการบอกว่าไม่มีใครมาใช้ นั่นอาจเป็นความจริงในสายตาคนอีกกลุ่ม แต่เราก็ควรมองในอีกมุมมองด้วยไหม ว่าทำไมเขาถึงไม่มา ไม่คิดออกมาใ้ช้หรือมาไม่ถึงสถานีกันแน่

 

 

หากจะพูดในเชิงเศรษฐกิจ ถ้าเราตั้งงบประมาณในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (รอบที่แล้วๆ ปีละ 186 ล้าน หารตามจำนวนคนพิการก็ได้ราวคนละ 4 บาท เศษๆ หากเทียบกับงบบริหารส่วนอื่นๆอย่างเช่นการสร้างส่วนสวนสาธารณะป้อมมหากาฬที่ สีฯเคยพูดไปถ้าใครจำได้ นั่นใช้งบ 230 ล้าน) เราสร้างอาชีพได้ แต่สุดท้ายแล้วเขาออกไปทำงานไม่ได้ ก็ถือว่าใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า

 

และเรายังสามารถมองคนพิการให้เป็นทุนทางสังคม สมมติเราสามารถพัฒนาศักยภาพคนพิการให้ประกอบอาชีพมีงานทำได้ 2 แสนคน นั่นก็หมายความว่าเราจะได้เงินจับจ่ายมาหมุนเวียนเพิ่มจากคน 2 แสนคน แทนที่รัฐจะต้องออกสวัสดิการอะไรต่างๆให้ แบบนี้ความจำเป็นในการสงเคราะห์ก็ลดลง

 

(รถเข็นก็มีความจำเป็นต้องแจกน้อยลง - และจริงๆแล้ว ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวมีความต้องการรถเข็นที่แตกต่างกันตามลักษณะร่างกาย ของตัวเอง รถที่แจกส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักมากราคาถูก จริงๆใช้สอยได้ไม่ดีนักหรอกค่ะ ถามผู้ใช้จริงๆกันได้เลย สาเหตุที่เหลือมากส่วนหนึ่งก็เพราะว่ารับไปแล้วไม่ได้ใช้ หลายคนพิการแบบไม่มีแรงเข็น แ่ต่รถหนักมา จะเข็นก็เข็นไม่ไหว ในต่างประเทศเขาจะมีนโยบายเงินสนับสนุนคืออกทุนให้ตามขีดที่วางไว้แล้วให้ ผู้ใช้ไปซื้อเอาเอง แบบนั้นเป็นการสนับสนุนให้ผู้ใช้เกิดความรู้แล้วก็ได้ประโยชน์สูงสุดด้วย ค่ะ)

 

แต่ไม่ว่าจะพูดในมุมมองไหนก็ตาม เอาเป็นว่าทำระบบขนส่งให้เขาออกมาเดินทางนอกบ้านได้ก่อน ให้เขาได้ปรากฏตัวให้เราได้รู้สึกว่า...เออ ยังมีคนพิการอยู่ในสังคม...

 

เราอาจเรียกได้ว่าผู้พิการเป็นคนส่วนน้อย (จริงๆก็ราวสองล้านค่ะ แต่เทียบกับทั้งประเทศก็เรียกว่าน้อยล่ะ) เวลาแ้ก้ปัญหาเราต้องวางไว้แก้เป็นอันดับรองจากเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า แต่พอมีความคิดแบบนี้เข้ามามากๆ บางอย่าง ที่เราไม่ต้องใช้เงินลงทุนหรือกำลังมากกลับไม่ได้ทำ เพราะแค่"ไม่ได้คิดถึง"

 

อย่างเ่ช่น เราทำถนนทำฟุตบาตกันบ่อยมากในหนึ่งปี แต่เวลาซ่อมทั้งทีดันไม่ทำให้ผู้พิการ รวมทั้งคนแก่ คนท้อง ใช้ได้กันครบทุกคน ทั้งๆที่ก็เสียงบซ่อมไปแล้ว หรือรถเมล์เช่า ที่เราเถียงๆกันหลักๆคือ คุ้ม ไม่คุ้ม ว่าจะเช่าหรือซื้อ แต่ไม่(ค่อย)ได้นึกถึงว่า ไอ้รถเมล์ที่ไหนๆจะต้องเช่า(หรือซื้อ)อยู่แล้วเ เหตุใดไม่ดูเสปคให้เข้าถึงผู้ใช้ได้ทุกกลุ่ม 

 

การเพิ่มความคาดหมายอาจทำให้ต้นทุนแพงกว่าก็จริง แต่ก็มีหลายฝ่ายที่เห็นว่าคุ้มค่าถ้ามันจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีิวิต แล้วก็ส่งเสริมความปลอดภัย(อย่างน้อยก็ไม่ร่วงกันง่ายๆล่ะ) ประเด็นเรื่องนี้อาจสำคัญเป็นรองเรื่องเช่าหรือซื้อ(ความคุ้มค่าว่าจะเลือก อันไหน) 

 

แต่ก็ไม่ควรถูกลืม 

 

นั่นคือประเด็นค่ะ แก้ได้ไม่ได้อีกเรื่อง ทำไหวไม่ไหวก็ควรต้องมีการคุย แต่ถ้าไม่อยู่ในความคิดเลย มันก็ไม่ได้เริ่มแก้ ส่วนจะเริ่มยังไงนั้น ต้องเริ่ม่จากก่อนจะทำอะไรฉุกคิดเรื่อง นี่มัน สงเคราะห์ หรือ สิทธิ ก่อน 

 

สิทธิคนพิการในไทยนั้นพูดแล้วก็น่าขำ ตอนนี้ประเทศเราไปไกลถึงมี อนุสัญญาระหว่างประเทศ มีกฏหมายเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติออกมาอย่างอลังการงานสร้าง แต่คนพิการอีกจำนวนมากยังขึ้นฟุตบาทไม่ได้เลย มันย้อนแย้งนะจังงังจริงๆ

 

 

หวังว่าพอได้อ่านแล้ว จะได้มีอีกมุมมองหนึ่งในการสงเคราะห์กันมากขึ้นนะคะ^^

ยังคงยืนยันว่าการสงเคราะห์ไม่ใช่สิ่งผิด(โปรดอย่าถือสาคำพูดด้วยอารมณ์ของดิฉันเลย)

แต่การสงเคราะห์หรือช่วยเหลือที่ได้ผลดีที่สุดนั้น เราควรหวังผลในความยั่งยืนด้วย

 

และการสงเคราะห์ก็ไม่ใช่คำตอบเดียวค่ะ

 

 

++++++++++++++++++++++ 
 
ได้รับด้านล่างนี้จาก fw mail
 
   
  
From Drop Box
 
 
ก่อนอื่นขอบอกว่านี่เป็นเรื่องจริงนะึคะ ผู้ที่ต้องการรถเข็นสามารถติดต่อไปที่สมาคมคนพิการ หรือสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวได้เลย 
 
 
 
แต่เห็นอัพอย่างนี้ เรื่องรถเข็นไม่ใช่ประเด็นหลัก
 
 
 
เนื่องจากช่วงนี้สีฯทำงานข่าวเรื่องคนพิการ แล้วได้ยินคำพูดย้ำๆอยู่บ่อยๆว่า
"สังคมยังมองเรื่องปัญหาคนพิการในมุมมองเวทนานิยม"
 
 
 
 
คือมองว่าการแก้ปัญหาเรื่องคนพิการเป็นการสงเคราะห์ หรือว่า "ทำบุญ"
 
 

 
ไม่ได้จะบอกว่าทำบุญไม่ดี แต่สิ่งที่มันกลายเป็นออกมาคือ ความรู้สึกที่ว่า จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้
แล้วกลายเป็นมองว่า"ทุกเรื่อง" ที่เกี่ยวกับคนพิการเป็นการเวทนาสงสาร สงเคราะห์ไปเสียหมด 
 
 
จริงๆก็เชื่อนะคะว่าหลายคนไม่ได้มองแบบนั้น แต่พอมันไม่ได้อยู่ในความสนใจหลักของเรา บางครั้งเราก็มองข้ามสิ่งนี้ไป แล้วหลายครั้งความเสียหายต่างๆก็มีต้นเหตุมาจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างการละเลยนี่แหละ 
 
 
 
ทำบุญน่ะดีค่ะ แต่เราควรดูดีๆด้วยว่า อย่างไหนคือ "ความช่วยเหลือ" อย่างไหนคือ "สิทธิของเขา"
บางเรื่อง อย่างสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ เป็นสิ่งที่รัฐต้องจัดให้นะคะ ไม่ใช่รัฐสงเคราะห์
 
 
 
แ้ล้ว fw mail ข้างต้นนี้ อาจจะเป็นแค่สีฯคนเดียวได้นะ
แต่เห็นแล้วมันจี๊ด
 
 
จี๊ดเพราะนึกถึงพี่ๆที่เคยคุยกัน เขาเห็นแ้ล้วเขาจะรู้สึกยังไงบ้าง
 
  
 
ที่ต้องกลายมาเป็น "เป้าหมายในการทำบุญ"ซะแล้ว
 
 
 
 
คนพิการหลายคนเขาไม่คิดอะไรหรอกค่ะเพราะเขาเข้าใจ
แ่ต่สำหรับผู้พิการอีกหลายคน ที่เขายังอยู่ในช่วงยอมรับความพิการของตัวเองอยู่
 
 
 
ความเวทนาสงสารนี่แหละค่ะ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำร้ายพวกเขามากที่สุด
 
 
 
 
ไม่อยากเขียนเอนทรีนี้ขึ้นเพราะอยากตำหนิและสั่งสอน 
แต่เขียนขึ้นเพราะอยากตั้งคำถาม แล้วก็เตือนตัวเองด้วย
 
 
 
 
ทำบุญ ทำบุญ...เออ ถ้าเราทำด้วยความรู้สึก"อยากจะทำบุญ" แค่นั้น มันจะดีเหรอวะ
 
 
 
 
สำหรับสีฯนะ ความคิดเปลี่ยนไปเยอะหลังจากทำโปรเจคหลังๆนี้
 
 
สีฯมองว่า อย่างน้อย ทำดีเพราะหวังดี เราก็มีความรู้สึกกับตัวเองดีกว่า ทำดีเพราะหวังบุญ 
  

 
 
ปล. คิดอยู่นานว่าจะเขียนดีไหม แต่สุดท้ายก็เขียน 
ปปล. ไม่ได้จะต่อต้านการรับวีลแชร์แต่อย่างใดนะคะ 
ปปปล. ทำงานมากๆแล้วอินจัดอีกแ้ล้ว 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เห็นด้วยค่ะ
สังคมไทยมองว่าคนพิการน่าสงสารน่าเวทนา
แต่ก็แค่นั้น
คนพิการไม่ได้ต้องการความเวทนาสงสงสาร
แต่เค้าต้องการโอกาสและความเท่าเทียมกันในสังคมต่างหาก

#1 By chabarimklong on 2009-09-16 08:19

พี่คะ
พี่พูดหมดแล้ว แล้วหนูจะพูดอะไรดี
เป็นเช่นนั้นล่ะครับ
คนเราชอบทำความต่าง ให้มันต่าง
ทั้งที่ความจริง มันไม่ต่างกันขนาดนั้น

#3 By โก๋สิจ๊ะ on 2009-09-16 09:21

ตามมาจากบล๊อกท่าน mahaoath ค่ะ

ตรงใจมากๆ ค่ะ เป็นคนพิการที่ตกเป็นเป้าหมายของการทำบุญเหมือนกันค่ะ ไม่ได้ต่อต้านนะคะ แต่แค่คิดว่ามุมมองของสังคมแบบนี้เป็นตัวกีดขวางการพัฒนาด้านคนพิการเท่านั้นเอง

ทัศนคติเหล่านี้มันฝังรากลึกอยู่ในสังคมเรามานาน ความจริงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตากรุณา และคุณธรรมจริยธรรมอื่นๆ ของคนไทยเรานั้นนับได้ว่าเป็นจุดเด่น แต่การที่จะนำสิ่งเหล่านี้ออกมาใช้ คงต้องพิจารณาให้เหมาะควรแก่เหตุและผลเหมือนกัน

#4 By blind bookworm on 2009-09-16 17:43

สีดา...มาหานะเธอ View my profile

    follow me on Twitter